Site icon Blink Drive

ชาวมะกันถูกเลิกจ้างงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์(COVID-19)

ตัวเลขการถูกเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาเนื่องจากสภาวะทางเศษรฐกิจ และ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด มีหลายธุรกิจได้รับผลกระทบและต้องการเลิกจ้างงานส่งผลให้หลายกิจการต้องปิดกิจการ วิกฤตในครั้งนี้ถือเป็นการศูนย์เสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของอเมริกาและแย่กว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์(วิกฤตหนี้เสีย)ในปี 2008 พนักงานออฟฟิตบริษัทใหญ่จนไปถึงพนักงานในองกรค์เล็ก เช่น กลุ่มร้านค้า, บาร์ และ สถานบันเทิงได้รับผลกระทบทั่งหมด

กราฟเลิกจ้างงานสูงสุดในรอบ 13 ปี

จากรายงาน การเลิกจ้าง(lay off rate)ที่มีจำนวนเพิ่มอย่างสูงในปี 2020 นั้นอาจจะมากกว่า ปี 2008 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤตหนี้เสียปี 2008 เกิดจากการเบี้ยวหนี้เพราะกู้เกินตัวเช่น พนักงานเสริฟอาหารที่มีรายได้ต่ำแต่กู้เงินซื้อบ้านมากกว่า 3 หลังขึ้นไปเพื่อเกรงกำไรเหมือนวิกฤตในปี 40 ที่ไทย เป็นต้น) ซึ่งปี 2008 ตัวเลขการเลิกจ้างงานเริ่มต้นแค่เพียงหลักพันคนเท่านั้นและสูงสุดที่ 900,000 คนต่อเดือน แต่วิกฤตรอบนี้มีการเลิกจ้างเริ่มต้นมากถีง 701,000 คนในเดือนแรกไปเสียแล้ว

ที่มา : CNN

โดยในเดือน มีนาคม 2020 ตัวเลขการว่างงานรวมทั้งหมด 7.14 ล้านคน หรือ 4.4 เปอร์เซนต์ของการจำนวนผู้ใช้แรงงานและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากผลกระทบของการปิดเมือง (shutdown) เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด

ที่มา : Tradingeconomics

รัฐบาลกู้ธนาคารกลางแห่งประเทศอเมริกา (FED) เพื่อเยียวยาสถานการณ์ COVID-19

รัฐบาลอเมริกาจึงประกาศที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ที่เคยมีรายได้แล้วขาดรายได้จำนวน $1,200 ภายในสัปดาห์หน้าแต่ท้ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจหลังการระบาดของโควิดคลี่คลาย เนื่องจากว่าคนตกงานก็ยังมีจำนวนมาก หลายกิจการก็ต้องล้มละลายและไม่สามารถกลับมาเปิดใหม่ได้

รัฐบาลได้ทำการขออนุมัติเงินการสภาคองเกรส 6.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อนุมัติแล้ว 2.2 ล้านล้าน

จากการแถลงของประธานาธิปดีทรัมป์ได้ชี้แจงงบประมาณด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันที่ 27 มีนาคม 2020 เพื่อความโปร่งใสของการดำเนินงานการบริหารงบประมาณเนื่องจากเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องระเอียดอ่อนจึงจำเป็นต้องชี้แจง

เงินจากการกู้ธนาคารกลางอเมริกาล้านเหรียญสหรัฐ
เงินเยียวยาผู้มีรายได้ต่ำ                      300,000.00
กองทุนธุรกิจขนาดย่อม                      350,000.00
เงินเยียวยาคนตกงาน                      250,000.00
ธุรกิจขนาดใหญ่                      500,000.00
การแพยท์                      100,000.00
ให้รัฐ(state)ต่างๆบริหาร                         45,000.00
วัคซีน                         27,000.00
สาธารณูปโภคพื้นฐาน                         16,000.00
รวม                   1,588,000.00
ทรัมป์เบิกออกมา                   2,200,000.00
คงเหลือ                      612,000.00
สภาอนุมัติ                   6,200,000.00
ที่มา : แถลงการณ์ประธานาธิบดีทรัมป์

จากกราฟจะเน้นงบประมาณเข้ากองทุนให้ธุรกิจมากที่สุดโดยธุรกิจขนาดย่อม 22% และ ธุรกิจขนาดใหญ่ 31% รวม 53% ของงบประมาณซึ่งมากกว่าครึ่ง

BLINK DRIVE TAKE – FINANCE

จากสถานการณ์ตลาดในหลายกลุ่มของอเมริกาได้รับผลกระทบจากไวรัสและราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงโดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน (น้ำมัน) ส่งผลให้ดัชนีตลาดปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันดัชนี S&P 500 (ดัชนีที่คิดจากหุ้น 500 บริษัทที่ใหญ่ในอเมริกา) ปรับตัวลงจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ที่ 3386.15 ลงไปต่ำสุดอยู่ที่ 2237.40 หรือประมาณ 30% ในวันที่ 23 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่มากและรวดเร็วที่สุดในรอบ 15 ปีลง 1148.75 จุดภายใน 4 วัน

แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาลงแต่เริ่มมีแรงซื้อกลับจากกลุ่มของสถาบันการเงินในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนควรยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงปรับพอร์ตตามสถานการณ์ แนะนำให้ Wait and See และลดการถือครองสินทรัพย์กลุ่มที่มีความเสี่ยงจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะคลี่คลาย โดยคาดว่ากลุ่มธุรกิจที่จะกลับมาก่อนนั้นจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นกลุ่มใหญ่ในตลาดหุ้น Big Market Cap. และ เป็นกลุ่มที่มีกำไรขั้นต้นสูง (Initial Margin) หรือ กำไรจากการขาย

ที่มา : google

สินค้าที่ได้เปรียบในการเทรดระยะสั้นคงเป็น short position (การเล่นฝั่งขาลง)ได้แก่ Short ETF, สัญญา Futures และ Options

Stay tune, stay with BLINK DRIVE

Exit mobile version